การตีความกฎหมาย คือ การค้นหาความหมายหรืออธิบายความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำที่คลุมเครือไม่ชัดเจนหรืออาจมีความหมายได้หลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการตีความกฎหมายจะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของบทบัญญัติหรือถ้อยคำในบทบัญญัตินั้นๆ เพื่อจะได้นำกฎหมายไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดความเป็นธรรมที่สุด แต่ถ้ากฎหมายนั้นมีความหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความแต่อย่างใด
การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.ต้องเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายนั้นมีความหมายไม่ชัดเจนหรืออาจตีความได้หลายทาง เพราะบทบัญญัติใดที่มีความชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีความแต่อย่างใด
2.การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น โดยทฤษฎีแล้วเราจะต้องตีความตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆกัน
การตีความตามตัวอักษร ก็คือการถอดความหมายของถ้อยคำหรือคำศัพท์ต่างๆในบทบัญญัติออกมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยอาศัยความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น บิดามารดา ก็หมายถึง พ่อแม่ หรืออาจอาศัยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ แต่ในส่วนของคำศัพท์ที่เป็นศัพท์ทางกฎหมายหรือศัพท์ทางวิชาการอื่นๆ ก็ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางนั้นๆในการช่วยถอดความหมาย เช่น คำว่าหนี้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็จะเข้าใจว่าเป็นหนี้เงิน แต่หนี้ในทางกฎหมายนั้นหมายถึง สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ฯลฯ
การตีความตามเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ เหตุผลหรือความมุ่งหมายที่ต้องบัญญัติหรือสร้างกฎหมายนั้นๆขึ้นมา เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นกฎหมายในแต่ละฉบับแต่ละมาตราย่อมมีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่บัญญัติกฎหมายนั้นแฝงไว้เสมอ จะไม่มีกฎหมายฉบับหรือมาตราใดที่บัญญัติหรือถูกสร้างขึ้นลอยๆโดยไม่มีเหตุผลหรือความมุ่งหมายในการบัญญัติ เราอาจทราบเจตนารมณ์ของกฎหมายได้โดยพิจารณาถึงที่มาของบทบัญญัตินั้นๆ หรือสถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้นๆ ฯลฯ
ทำไมเราถึงต้องตีความตัวอักษรและเจตนารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะภาษาหรือตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นนั้นลักษณะตายตัวไม่อาจแสดงความหมายที่ชัดเจนออกมาได้เสมอไป เราจึงต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ไปควบคู่พร้อมๆกันไปด้วยเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด ตัวอย่างเช่น คำพูดประชดที่ผู้พูดพูดออกมาซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พูดไม่ได้สื่อความหมายตามที่พูด แต่ถ้าเราพิจารณาแต่ถ้อยคำพูดที่ออกมาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาถึงความมุ่งหมายของผู้พูด ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วเรามักจะตีความโดยตีความห์ตัวอักษรก่อน ถ้ายังไม่ได้ความหมายที่ชัดเจนเราถึงจะไปตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะโดยส่วนใหญ่นั้นลำพังแต่เพียงการตีความตามตัวอักษรก็พอจะทำให้ได้ความหมายที่ชัดเจนถูกต้องได้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย...” คำว่าอยู่รอดเป็นทารกนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กพ้นจากช่องคลอดแล้วถือว่าอยู่รอดเป็นทารกหรือยัง หรือแค่หัวเด็กพ้นจากช่องคลอดมาแล้วเช่นนี้ก็ถือว่าอยู่รอดเป็นทารกแล้ว ฯลฯ การอยู่รอดเป็นทารกอาจถือได้ว่าเป็นศัพท์ทางวิชาการ ดังนั้นการจะตีความในเรื่องนี้ก็อาจต้องใช้หลักการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยสรุปแล้วการอยู่รอดเป็นทารกในทางกฎหมายก็คือ การที่เด็กพ้นจากช่องคลอดทั้งตัวแล้วและมีการหายใจรวมทั้งมีการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ สภาพบุคคลจะเริ่มขึ้นนับแต่นั้นและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเราจะศึกษากันโดยละเอียดในภายหลังอีกครั้ง
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=109574
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น