วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่อง การรีเอ็นเจียนิริ่ง

การทำรีเอ็นจิเนียริ่งสำนักงานมีอยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้


1.การกำหนดสิ่งที่องค์การจำเป็นต้องทำ ครรตั้งต้นจากเหตุผลจากการก่อตั้งองค์การธุรกิจ  2.การกำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นไปได้ในอนาคตและมีความชัดเจน3.การชี้ให้เห็นถึงกระบวนการหลักของการบริหารองค์การ    

4.การออกแบบกระบวนการใหม่ 
5.การนำกระบวนการใหม่ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง  

       ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง มีดังนี้ใช้กลยุทธเป็นตัวนำ เช่น การปรับกลยุทธมาเน้นการผลิตและการบริการที่สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันโดยเป็นองค์การที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและสามารถเพิ่มคุณค่าในสินค้าและบริการเหนือคู่แข่งต้องอาศัยการริเริ่มและบังคับบัญชาโดยผู้บริหารระดับสูง การรีเอ็นจิเนียริ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลายหน่วยงานสร้างบรรยากาศของความเร่งด่วน ผู้บริหารจะต้องสร้างบรรยากาศให้งานต่าง ๆ มีความเร่งด่วนผลักดันงานให้มีความต่อเนื่องและสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับผู้ปฏิบัติงาน การออกแบบกระบวนการจากภายนอก คือการออกแบบจากมุมมองของลูกค้าก่อนแล้วจึงมาพิจารณาว่าองค์การควรทำงานกันอย่างไรการดำเนินการกับที่ปรึกษา ผู้บริหารควรจะเข้ามาร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบคือ เริ่มจากการออกแบบงาน การนำแผนไปปฏิบัติ และให้การอบรมแก่ผู้เชี่ยวชาญภายในองค์การทำการผนวกกิจกรรมของระดับบนลงสู่ระดับล่าง การรีเอ็นจิเนียริ่งไม่สามารถเริ่มต้นได้จากระดับล่าง เพราะอาจมีการขัดขวางจากกลุ่มคนหรือหน่วยงานภาย

เรื่อง แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ 

     การเกิดขึ้นของแนวคิดวิชารัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่นั้น ได้มีการนำแนวคิดทางการจัดการมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการท้าทายทฤษฎียุคดั้งเดิม โดยนักวิชาการที่ทำการโต้แย้งได้พัฒนาแนวคิดเป็นศาสตร์แห่งการบริหารรวมถึงกลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ ทำให้การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มีการทบทวนองค์ความรู้เอกลักษณ์ของวิชา และมีการพัฒนาให้เป็นศาสตร์มากขึ้น ผลที่เกิดขึ้น คือ การรวมกรอบแนวคิด ระหว่างกรอบแนวคิด การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง และการบริหารเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การบริหาร มารวมกับทฤษฎีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคม ดังนั้น กรอบแนวคิดใหม่จึงครอบคลุม ในเรื่องของ การเมือง สังคม พฤติกรรมศาสตร์ และความต้องการของสังคม แนวคิดดังกล่าวนักวิชาการบางท่านเรียกว่า ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์ ในบทนี้ผู้วิจัยขอนำเสนอการกำเนิดและแนวคิดของรัฐประศาสนศาสตร์
https://www.facebook.com/permalink.php?id=480678505333377&story_fbid=511768605557700

เรื่อง การตีความกฏหมาย

 การตีความกฎหมาย คือ การค้นหาความหมายหรืออธิบายความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำที่คลุมเครือไม่ชัดเจนหรืออาจมีความหมายได้หลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการตีความกฎหมายจะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของบทบัญญัติหรือถ้อยคำในบทบัญญัตินั้นๆ เพื่อจะได้นำกฎหมายไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดความเป็นธรรมที่สุด แต่ถ้ากฎหมายนั้นมีความหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความแต่อย่างใด
          การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
          1.ต้องเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายนั้นมีความหมายไม่ชัดเจนหรืออาจตีความได้หลายทาง เพราะบทบัญญัติใดที่มีความชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีความแต่อย่างใด
          2.การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น โดยทฤษฎีแล้วเราจะต้องตีความตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆกัน
          การตีความตามตัวอักษร ก็คือการถอดความหมายของถ้อยคำหรือคำศัพท์ต่างๆในบทบัญญัติออกมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยอาศัยความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น บิดามารดา ก็หมายถึง พ่อแม่ หรืออาจอาศัยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ แต่ในส่วนของคำศัพท์ที่เป็นศัพท์ทางกฎหมายหรือศัพท์ทางวิชาการอื่นๆ ก็ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางนั้นๆในการช่วยถอดความหมาย เช่น คำว่าหนี้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็จะเข้าใจว่าเป็นหนี้เงิน แต่หนี้ในทางกฎหมายนั้นหมายถึง สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ฯลฯ
          การตีความตามเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ เหตุผลหรือความมุ่งหมายที่ต้องบัญญัติหรือสร้างกฎหมายนั้นๆขึ้นมา เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นกฎหมายในแต่ละฉบับแต่ละมาตราย่อมมีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่บัญญัติกฎหมายนั้นแฝงไว้เสมอ จะไม่มีกฎหมายฉบับหรือมาตราใดที่บัญญัติหรือถูกสร้างขึ้นลอยๆโดยไม่มีเหตุผลหรือความมุ่งหมายในการบัญญัติ เราอาจทราบเจตนารมณ์ของกฎหมายได้โดยพิจารณาถึงที่มาของบทบัญญัตินั้นๆ หรือสถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้นๆ ฯลฯ
          ทำไมเราถึงต้องตีความตัวอักษรและเจตนารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะภาษาหรือตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นนั้นลักษณะตายตัวไม่อาจแสดงความหมายที่ชัดเจนออกมาได้เสมอไป เราจึงต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ไปควบคู่พร้อมๆกันไปด้วยเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด ตัวอย่างเช่น คำพูดประชดที่ผู้พูดพูดออกมาซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พูดไม่ได้สื่อความหมายตามที่พูด แต่ถ้าเราพิจารณาแต่ถ้อยคำพูดที่ออกมาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาถึงความมุ่งหมายของผู้พูด ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
          แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วเรามักจะตีความโดยตีความห์ตัวอักษรก่อน ถ้ายังไม่ได้ความหมายที่ชัดเจนเราถึงจะไปตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะโดยส่วนใหญ่นั้นลำพังแต่เพียงการตีความตามตัวอักษรก็พอจะทำให้ได้ความหมายที่ชัดเจนถูกต้องได้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง
          ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย...” คำว่าอยู่รอดเป็นทารกนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กพ้นจากช่องคลอดแล้วถือว่าอยู่รอดเป็นทารกหรือยัง หรือแค่หัวเด็กพ้นจากช่องคลอดมาแล้วเช่นนี้ก็ถือว่าอยู่รอดเป็นทารกแล้ว ฯลฯ การอยู่รอดเป็นทารกอาจถือได้ว่าเป็นศัพท์ทางวิชาการ ดังนั้นการจะตีความในเรื่องนี้ก็อาจต้องใช้หลักการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยสรุปแล้วการอยู่รอดเป็นทารกในทางกฎหมายก็คือ การที่เด็กพ้นจากช่องคลอดทั้งตัวแล้วและมีการหายใจรวมทั้งมีการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ สภาพบุคคลจะเริ่มขึ้นนับแต่นั้นและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเราจะศึกษากันโดยละเอียดในภายหลังอีกครั้ง
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=109574

เรื่อง ที่มาของกฏหมาย

ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
  1.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น

  2.จารีตประเพณี
 ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณี มาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
  3.หลักกฎหมายทั่วไป
 ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมาย ได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้ว มาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น
ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
   1.จารีตประเพณี
ถือว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ

   2.คำพิพากษาของศาล
จารีตประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้ว ก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลัก หรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆ ไป คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
   3.กฎหมายลายลักษณ์อักษร
 ในสมัยต่อ ๆ มาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาลบางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
   4.ความเห็นของนักนิติศาสตร์ 
ระบบกฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
   5.หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา
 ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีซึ่งเรียกว่ามโนธรรมของผู้พิพากษา(Squity)ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ประเภทของกฎหมาย
    
การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้แบ่งว่าจะใช้อะไรเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งอย่างคร่าว ๆ ก่อนโดยแบ่งกฎหมายออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ กฎหมายภายใน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยองค์กรที่มีอำนาจภายในรัฐหรือประเทศ และกฎหมายภายนอก ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นจากสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ   
                กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก ยังอาจแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้

   กฎหมายภายใน แบ่งได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
   1.ใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์การแบ่ง
 แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
   1.1กฎหมายลายลักษณ์อักษร
 ได้แก่ ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยองค์กรที่มีอำนาจตามกระบวนการนิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น
   1.2กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
 ได้แก่ จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องที่มาของกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 2 ว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก้คดีได้ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
   2.ใช้สภาพบังคับกฎหมายเป็นหลักในการแบ่ง
 แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
   2.1กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา
 ได้แก่ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษตามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น
   2.2กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
สภาพบังคับทางแพ่งมิได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนสภาพบังคับทางอาญาแต่ก็อาจสังเกตได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การบังคับชำระหนี้ การชดใช้ค่าเสียหาย หรืออาจสังเกตได้อย่างง่าย ๆ คือ กฎหมายใดที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
   
3.ใช้บทบาทของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ

   3.1กฎหมายสารบัญญัติ
 ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของความผิดโดยทั่วไปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
  3.2กฎหมายวิธีสบัญญัติ
 ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติไปใช้ว่าเมื่อมีการทำผิดบทบัญญัติกฎหมาย จะฟ้องร้องอย่างไร จะพิจารณาตัดสินอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายวิธีสบัญญัติก็คือ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิดไปรับสภาพบังคับนั่นเอง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น
   4.ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
   4.1กฎหมายเอกชน ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น

  4.2กฎหมายมหาชน
ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ปกครองจงต้องมีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ เป็นต้น
   กฎหมายภายนอก กฎหมายภายนอก หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
   1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
 ได้แก่ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะปฏิบัติต่อกันเมื่อมีความขัดแย้งหรือเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือได้แก่ สนธิสัญญา หรือเกิดจากข้อตกลงทั่วไป ระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่เป็นคู่ประเทศภาคีซึ่งให้สัตยาบันร่วมกันแล้วก็ใช้บังคับได้เช่น สนธิสัญญาไปรษณีย์สากล เป็นต้น
    2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
 ได้แก่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งข้อพิพาทขึ้นจะมีหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เช่น ประเทศไทยเรามี พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
    3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
 ได้แก่ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาซึ่งประเทศหนึ่งยินยอมหรือรับรองให้ศาลของอีกประเทศหนึ่งมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีและลงโทษบุคคลประเทศของตนที่ไปกระทำความผิดในประเทศนั้นได้ เช่นคนไทยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วกระทำความผิด ศาลสหรัฐอเมริกาก็พิจารณาตัดสินลงโทษได้หรือบุคคลประเทศหนึ่งกระทำความผิดแล้วหนีไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นการยากลำบากที่จะนำตัวมาลงโทษได้ จึงมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้ประเทศที่ผู้กระทำความผิดหนีเข้าไปจับตัวส่งกลับมาลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรม ปัจจุบันนี้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม และอิตาลี ฯลฯ เป็นต้น
แหล่งข้อมูลhttp://www.bp-smakom.org/


เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป
บททั่วไป
            กฎหมาย เป็นกฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ใช้ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ในสังคม   กฎหมาย มีลักษณะเป็นคำสั่ง ข้อห้าม ที่มาจากผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคมใช้บังคับได้ทั่วไป ใครฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษหรือสภาพบังคับอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความจำเป็นในการมีกฎหมาย
                กฎหมายเป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม พัฒนาขึ้นมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม กับทั้งเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น สนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ดังภาษิตละตินที่ว่า "ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นมีสังคม ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎหมาย ด้วยเหตุนั้น ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นจึงมีกฎหมาย
            ระบบกฎหมายในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบกฎหมาย   ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายสังคมนิยม และระบบกฎหมายศาสนา กฎหมายแต่ละระบบย่อมมีที่มาแต่งต่างกัน
                การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดอะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง   มนุษย์จำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคม  เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข
กฎหมายคืออะไร
                มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่คนเดียวได้ จึงต้องรวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นพวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เริ่มจากสังคมเล็ก ๆ ระดับครอบครัว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้นก็รวมกันเป็นเผ่าเป็นกลุ่มชนและสุดท้ายเผ่าที่มีสายพันธุ์เดียวกันก็รวมเข้าด้วยกันกลายเป็นกลุ่มชนใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นรัฐ เป็นประเทศ   การที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่ต้องมีการติดต่อกัน  เพื่อแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต บางครั้งมนุษย์ก็มีความต้องการที่จะทำอะไร ๆ ตามใจตนเองบ้าง ซึ่งการกระทำนั้นอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ จนเกิดความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นมาได้ มนุษย์จึงต้องสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติของสมาชิกในสังคมให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อยสงบสุข กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่า บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ประกอบด้วย
                1. วิถีชาวบ้าน (Folkways) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่อยู่ในรูปของประเพณีนิยม ที่สมาชิกในสังคมปฏิบัติสืบต่อกันมา ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกติฉินนินทาว่าร้าย เช่น การแต่งกาย กิริยามารยาททางสังคมในโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น
                2. จารีต (Mores) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ยึดหลักความดีความชั่ว กฎเกณฑ์ทางศาสนา เป็นเรื่องของความรู้สึกว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก หากใครละเมิดฝ่าฝืนจะได้รับการต่อต้านจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง อาจถูกกีดกันออกจากสังคม หรือไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย เช่น การลักเล็กขโมยน้อย การเนรคุณบิดามารดา หรือผู้มีพระคุณ เป็นต้น
                3. กฎหมาย (Laws) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจน แน่นอน ว่ากระทำอย่างไร เป็นความผิดฐานใด จะได้รับอย่างไร เช่น ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต เป็นต้น
                กฎเกณฑ์ของความประพฤติทั้งสามประการดังกล่าว สองประการแรกไม่ได้มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจน การลงโทษผู้ละเมิดฝ่าฝืนก็ไม่รุนแรง ประการที่สาม กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ใช้ได้ผลมากที่สุด ในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ดังนั้นสังคมมนุษย์ทุกสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎหมาย เป็นกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันดังคำกล่าวที่ว่า ที่ใดมีสังคมที่นั่นมีกฎหมาย


เรือง รูปเเบบรัฐ


รูปแบบของรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

    รัฐเดี่ยว คือ รัฐที่ศูนย์กลางในทางการเมือง และการปกครองรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเอกภาพไม่ใด้แยกจากกัน มีการใช้อำนาจสูงสุดทั้งภายในและภายนอกโดยองค์กรเดียวกันทั่วดินแดนของรัฐ อำนาจสูงสุดในที่นี้นี้คืออำนาจอธิปไตย

      รัฐรวม รัฐคู่ คือ รัฐต่างๆ ที่มีตั้งแต่ 2 รัฐขึ้นไปซึ่งได้รวมตัวกันภายไต้รัฐบาลเดียวกัน หรือ ประมุขเดียวกันโดยที่แต่ละรัฐยังคงมีสภาพเป็นรัฐอยู่อย่างเดิม ประเทศที่เป็นรัฐรวมหรือหลายรัฐที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันจะอยู่ในรูปแบบของ สหรัฐ หรือ สหพันธรัฐ
( รัฐ กับ ชาติ เป็นสิ่งเดียวกัน )
อำนาจแยกไม่ออกจากธรรมชาติของมนุษย์ เพราะอำนาจใช้ในการจัดการองค์การทางสังคม ทุกคนอยู่ภายไต้อำนาจ หน้าที่ของตน  เปลี่ยนจากพฤตินัย มาสู่นิตินัย เช่น การใช้อำนาจของครูต่อนักเรียน นักเรียนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของครู การที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจต่อผู้ไต้บังคับบัญชา ผู้ไต้บังคับบัญชาต้องให้ความเคารพยำเกรง ตามระเบียบวินัย และหน้าที่ความรับผิดชอบของตน
อำนาจรัฐ อำนาจสาธารณะ หรือ อำนาจมหาชน เช่น การตัดถนน รัฐบาลก็ใช้อำนาจเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน การขุดเจาะบาดาล ต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ลักษณะของอำนาจการเมือง

มีการจัดระเบียบ ระบบในสังคม มีการใช้กำลังบังคับได้จริงคู่กับความชอบธรรมในการใช้กำลัง  เป็นจุดเริ่มและจุดสุดท้ายของอำนาจอื่นในสังคม เป็นอำนาจที่ทั่วไปเหนือคนทุกคน เรื่องทุเรื่อง เท่าที่กฎหมายบัญญัตฺไว้ เช่นการปฏิบัติเพื่อเกิดความเป็นธรรม อำนาจทางการเมืองเป็นอำนาจที่อยู่เหนือทุกคนในสังคม เพื่อนำสมาชิกไปสู่จุดหมายร่วมกัน คือความผาสุก และถ้าจำเป็นก็ต้องพร้อมที่จะใช้กำลังอำนาจบังคับให้ทำตาม
http://www.l3nr.org/posts/301866

เรื่อง ปรัชญาการเมือง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญาการเมือง
 (Introduction to Political Philosophy)
นับแต่มวลมนุษยชาติซึ่งรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม   เป็นชุมชน   เป็นรัฐ  เป็นชาติหรือประเทศ ได้มีนักคิด  นักวิชาการ นักบริหาร นักปกครอง นักการเมือง นักรัฐศาสตร์มากหลาย ได้เสนอแนวคิดทางการบริหาร   การปกครอง  ระบบการปกครอง  ระบบการเมือง   และรูปแบบการปกครองอย่างหลากหลายที่เห็นว่าดี เหมาะสมกับสังคม รัฐ ชาติ หรือประเทศ ของตน
แนวคิดดังกล่าวในทางวิชาปรัชญา    (Philosophy)    นักวิชาการ  เรียกว่า  ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy) ก็มี รัฐศาสตร์ปรัชญาก็มี ปรัชญารัฐศาสตร์ก็มี ปรัชญาทางการบริหารการปกครองก็มี   รัฐปรัชญาก็มี  แต่ในวงนักวิชาการ ในวงการนักการศึกษา และในวงการนักรัฐศาสตร์นิยมแปลคำว่า  Political Philosophy ว่า ปรัชญาการเมือง  ซึ่งหมายถึงปรัชญาในทางการเมือง ซึ่งเป็นปรัชญาในการบริหาร   ในปกครอง   โดยปรัชญาการเมืองนั้น  ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า Political Philosophy หรือ Philosophy of Politics ก็ได้

 

นิยามและความหมาย

          ก่อนที่จะได้ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจเรื่อง    ปรัชญาการเมือง   ควรที่จะได้ทราบความหมายอันแท้จริงของคำว่า    ปรัชญา   เป็นเบื้องต้น  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า  แท้ที่แล้วปรัชญา  นั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไร
          จำนง ค์    ทองประเสริฐ   ศาสตร์พิเศษสาขาวิชาปรัชญา    ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนว่า    คำว่า ปรัชญา   ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า  Philosophy นั้น แท้ที่จริงแล้ว ความหมายของคำว่า ปรัชญา หาได้ตรงกับคำว่า Philosophy จริง ๆ ไม่ ถ้าไม่ศึกษาความหมายอันแท้จริงของคำ ๒ คำนี้ก่อนแล้วอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่า ปรัชญา กับ Philosophy มีความหมายตรงกันทีเดียว
          คำว่า  ปรัชญา หมายถึง ตัวปัญญา คือความรู้แท้ที่ได้รับหลังจากหมดความสงสัยแล้ว ส่วนคำว่า Philosophy เดิมทีเดียวหมายถึง ความรักในความรู้ ที่ว่าต้องรักในความรู้ก็เพราะว่า  ความรู้หรือWisdom นั้นเป็นของพระผู้เป็นเจ้า(God) เท่านั้น  ผู้อื่นจะไปครอบครองตัวปัญญาหรือWisdom นั้นไม่ได้   เพียงแต่รักเท่านั้น เป็นเจ้าของไม่ได้เรียกว่า ตัวปัญญา  หรือWisdom   นั้น พระผู้เป็นเจ้าทรงผูกขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่วนปัญญา หรือ ปรัชญา นั้นไม่มีใครผูกขาด ทุกคนสามารถที่จะบรรลุถึงตัว    ปัญญา  หรือ   ปรัชญาได้ทั้งนั้นถ้าหากบุคคลนั้นจะดำเนินไปตามวิถีทาง ที่จะนำไปสู่ปัญญา เพราะฉะนั้นคำว่า  ปรัชญา กับPhilosophy จึงมีความหมายที่แตกต่างกันโดยนัยดังกล่าวนี้จะอย่างไรก็ตาม เมื่อสรุปแล้วก็คงความไม่รู้แจ้งนั่นเอง  เป็นบ่อเกิดของ Philosophy ซึ่งแปลว่าปรัชญา แม้จะไม่ตรงกันนักก็ตาม

ลักษณะของปรัชญาการเมือง
          ปรัชญามีลักษณะเป็นแนวความคิด เป็นปรัชญา เป็นทฤษฎี เป็นนามธรรม เป็นมโนภาพ เป็นอุดมคติ อุดมการณ์ ซึ่งแม้ในการปัจจุบันก็ยังไม่มีปรัชญาการเมืองสากล จะมีก็เพียงปรัชญาการเมืองของนัดคิด นักปราชญ์ นักปรัชญาการเมืองผู้นั้นผู้นี้
          จริงอยู่   แม้องค์การสหประชาชาติจะพยายามสร้างปรัชญาการเมืองสากล    ขึ้นไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ   (The Charter of the United Nations)  เช่นสิทธิมนุษยชนสากล (Universal Human Rights)   ก็ตาม   แต่ก็หามีสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเภทนำไปปฏิบัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่   จึงทำให้เกิดกรณีพิพาท การกระทบกระทั่ง การเบียดเบียน การเอาเปรียบ ฯลฯ ระหว่างประเทศปรากฎให้เห็นไม่ขาดสาย
          ปรัชญาการเมือง  (Political Philosophy)  เป็นความพยายามศึกษาถึงธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง  ความถูกต้องเหมาะสม ความดีงามของระเบียบทางการเมือง ตลอดจนเป็นความพยายามคิดค้นหาแนวความคิดมาชี้นำกำหนดความดีขึ้น    หรือ  เลวลงของการกระทำ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเปลี่ยนแปลงกับความต่อเนื่องหรือความมีเสถียรภาพของสังคมการเมือง    ทั้งยังเห็นว่า   การวิพากษ์วิจารณ์การครุ่นคิด คำนึง การเสวนา การแสวงหาในแนวทางเช่นว่านั้น   จะเป็นวิธีที่พัฒนายกระดับทางศีลธรรมให้สูงขึ้น    โน้มนำไปสู่การมีจิตสำนึก    รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมมากขึ้น
http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=545&articlegroup_id=129

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย ปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจจัดการของกระทรวงการต่างประเทศ (ประเทศไทย)

        ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งในองค์การระหว่างประเทศและองค์การระดับภูมิภาค โดยได้พัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งได้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการต่างประเทศประจำปี ความร่วมมือในภูมิภาคกำลังก้าวไปข้างหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การธนาคาร การเมืองและวัฒนธรรม ใน พ.ศ. 2546 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทย ปัจจุบันรับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ใน พ.ศ. 2548 ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก


      เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เมื่อติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชจากอินโดนีเซีย ประเทศไทย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ส่งกองกำลังเพื่อความพยายามรักษาสันติภาพนานาชาติ และเพื่อความพยายามในการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยจึงได้ยื่นมือออกไปยังองค์การระดับภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเช่น องค์การนานารัฐอเมริกัน (OAS) และองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ประเทศไทยยังได้ส่งทหารเข้าร่วมในความพยายามฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานและอิรักอีกด้วย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เรื่อง รัฐธรรมนูญ




รัฐธรรมนูญ หมายถึงกฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ
     "รัฐธรรมนูญ" ต้องมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ใช่สิ่งเดียวกับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" มีความหมายกว้างกว่าและจะเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีก็ได้
      รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนั้น มีทั้งเป็นลักษณะลายลักษณ์อักษร และลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยที่ลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากจะใช้หลักของจารีต ประเพณีการปกครองแล้ว กฎหมายทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญด้วย
       ทุกประเทศทั่วโลกมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ทั้งประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมถึงประเทศที่ปกครองระบอบเผด็จการ เพื่อใช้เป็นหลักหรือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ
 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D
   

เรื่อง วิถีไทย

ความหมาย   วิถีไทย

 หมายถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย วิถีไทยซึ่งประกอบด้วยสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา ของคนไทย การประพฤติปฏิบัติ การศึกษาอบรม และการสืบทอดวัฒนธรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พิชญ์สินี ชมภูคำ ( 2553 ) สรุปความหมายไว้ว่า วิถีไทย หมายถึง แนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทยที่ประพฤติปฏิบัติ การศึกษาอบรม และการสืบทอดหรือการสื่อสารกัน ที่วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
http://www.slideshare.net/roongkarn/ss-5042589

เรื่อง พฤติกรรมมนุษ์กับการพัฒนาตน

พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน
          การดำเนินชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์    อันเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารและโลกไร้พรมแดน  ยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน  เร่งรีบ  การเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่และวิทยาการต่าง ๆ   ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ดีขึ้น และบางส่วนส่งผลให้สังคมขาดสันติสุข หากนักศึกษาได้มีเวลาสักช่วงหนึ่งของชีวิตที่สำรวจตรวจสอบ   แสวงหาคำตอบเรื่องแก่นแท้แห่งพฤติกรรมเพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นอันจะนำไปสู่นวทางพัฒนาตน  อาจจะเป้นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยดำรงตนตามบทบาทต่าง ๆ ได้โดยเหมาะสม ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีประสิทธิภาพมาขึ้นทั้งในด้านชีวิตการเรียน  การทำงาน และชีวิตส่วนตัว ในบทที่ว่าด้วยความรู้เบื้องต้นเรื่องการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตนนี้ ประกอบด้วยขอบข่ายของการศึกษาพฤติกรรม  เป้าหมายของการศึกษาพฤติกรรม  จุดประสงค์ของการศึกษา   พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน  ศาสตร์ที่ให้ความรู้ด้านพฤติกรรม  วิธีการศึกษาพฤติกรรม การเก็บข้อมูลพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา  แนวทัศนะเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน และข้อควรคำนึงใน การนำความรู้เรื่องพฤติกรรมไปพัฒนาตน  เพื่อเป็นบทนำพื้นฐานสู่การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตนในบทอื่นต่อไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ศึกษามีความสามารถดังนี้
 1.เข้าใจ วิเคราะห์  และสังเคราะห์ ขอบข่ายของการศึกษาพฤติกรรมในด้านความหมายประเภท  และพฤติกรรมที่ควรเน้นศึกษาเพื่อพัฒนาตน
2. ระบุเป้าหมาย ตระหนักในความสำคัญ  และเข้าใจจุดประสงค์ของการศึกษาพฤติกรรม
3. วิเคราะห์ที่มาของความรู้ด้านพฤติกรรม   วิธีศึกษาพฤติกรรม และนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง และผู้อื่นได้
4.วิเคราะห์  สังเคราะห์ และระบุแนวทางการประยุกต์ใช้แนวทัศนะเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์เพื่อพัฒนาตน  รวมทั้งสามารถนำความรู้และข้อควรคำนึงในการประยุกต์ความรู้ไปวางแผนพัฒนาตนได้อย่างเหมาะสม
http://www.oknation.net/blog/lrukk/2007/07/14/entry-1

เรื่อง อาเซียน

อาเซียน คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East AsianNations หรือ ASEAN) โดยการจัดตั้งในครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและร่วมมือในเรื่องสันติภาพ, ความมั่นคง, เศรษฐกิจ, องค์ความรู้, สังคมวัฒนธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก
อาเซียน ได้ก่อตั้งขึ้นโดย ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ประเทศคือ
1.ไทย โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
2.สิงคโปร์ โดย นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
3.มาเลเซีย  โดย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ)
4.ฟิลิปปินส์ โดย นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
5.อินโดนีเซีย โดย นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
ต่อมาได้มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มเติม คือ  8 ม.ค.2527 บรูไนดารุสซาลาม, 28 ก.ค. 2538  เวียดนาม, 23 ก.ค. 2540 สปป.ลาว และ พม่า, 30 เม.ย. 2542 กัมพูชา ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ
คำขวัญอาเซียน คือ หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)
สัญลักษณ์อาเซียน
คำอธิบาย: asean-symbol
รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน
-รูปรวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและ   ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
-พื้นที่วงกลม สีแดง สีขาว และน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพ
-ตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงิน อยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน

สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
สีขาว      หมายถึง   ความบริสุทธิ์
สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง
http://www.thai-aec.com/418

เรื่อง การเมืองการปกครอง

การเมืองและการปกครองของไทย


   วิวัฒนาการการปกครองของไทยสมัยต่าง ๆ 


            ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน แต่เนื่องจากประวัติศาสตร์การปกครองของไทย ได้เริ่มมีหลักฐานเด่นชัด
ในสมัยกรุงสุโขทัย ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการปกครองของไทยจึงจะเริ่มที่สมัยสุโขทัยนี้
           สมัยกรุงสุโขทัย การจัดรูปการปกครองเป็น "พ่อปกครองลูก" พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ได้แก่
ประชาชน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเสมือนพ่อกับลูก เมื่อประชาชนมีความเดือดร้อนหรือประสบปัญหาใด ๆ สามารถไปร้องทุกข์
ต่อพระเจ้าแผ่นดินโดยตรง
             การปกครองแบบนี้ ถือว่าในแต่ละครัวเรือนมีพ่อเป็นหัวหน้าปกครองทุกคนในครอบครัว หลายครัวเรือนก็จะรวมกันเป็น
หมู่บ้านอยู่ในปกครองของ "พ่อบ้าน" (ปัจจุบันเรียกว่าผู้ใหญ่บ้าน) ประชาชนที่อยู่ในการปกครองเรียกว่า "ลูกบ้าน" หลาย ๆ หมู่บ้าน
รวมกันเป็นเมืองอยู่ในปกครองของ "พ่อเมือง" หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศอยู่ในปกครองพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเรียกว่า "พ่อขุน" 
ส่วนข้าราชการตำแหน่งต่าง ๆ เรียกว่า "ลูกขุน"
             การปกครองหัวเมือง ได้แบ่งหัวเมืองออกเป็น 3 ประเภท คือ หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และเมืองประเทศราช
             หัวเมืองชั้นใน เป็นหัวเมืองสำคัญอันดับหนึ่ง เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน และพระองค์ทรงปกครองหรือบัญชาการ
เองในตำแหน่งจอมทัพ
             หัวเมืองชั้นนอก เป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองลูกหลวงออกไป พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงปกครองหรือบังคับบัญชาโดยตรง 
แต่ได้ทรงแต่งตั้งเจ้านายหรือข้าราชการที่ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครองแทน
             เมืองประเทศราช ได้แก่เมืองที่พระเจ้าแผ่นดินอื่นปกครองตนเอง แต่ต้องจัดการนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายตาม
กำหนด  เวลาเกิดศึกสงครามต้องยกกองทัพมาช่วยทำการสู้รบกับข้าศึก
             สมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยได้รับเอาขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดทั้งการจัดรูปการปกครองมาจากขอม รูปแบบ
การปกครองของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ เทวสิทธิ ซึ่งถือว่าพระเจ้าแผ่นดินมีฐานะเป็นเทพเจ้าที่อวตาร (แบ่งภาค) มาจาก
สวรรค์ และใช้คำนำหน้าพระนามของพระเจ้าแผ่นดินเป็น  "สมเด็จ"  

รูปการปกครองแบ่งออกเป็น 4 แผนก เรียกว่า "จตุสดมภ์" คือ
          1.เวียงหรือเมือง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า "ขุนเวียง" หรือ "ขุนเมือง" มีหน้าที่ในการปกครองท้องที่ รักษา
ความสงบเรียบร้อย ปราบปรามโจรผู้ร้าย บังคับบัญชาศาลซึ่งพิจารณาคดีอุกฉกรรจ์ และจัดการเรื่องเรือนจำ
             2.วัง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า "ขุนวัง" มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการในราชสำนัก รักษากฎมณเฑียรบาล จัดการ
พระราชพิธี และมีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีเกี่ยวกับข้าราชการสนมฝ่ายในและอรรถคดีทั่วไป
            3.คลัง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า “ขุนคลัง” มีหน้าที่เก็บรักษา รับจ่ายเงินในท้องพระคลัง เก็บภาษีอากร 
ติดต่อกับต่างประเทศทางการค้า และบังคับบัญชาศาลซึ่งชำระความเกี่ยวกับราชทรัพย์
            4. นา มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า “ขุนนา” มีหน้าที่ดูแลที่หลวง เก็บทวงข้าวค่านาจากราษฎร จัดเตรียมเสบียง
อาหารและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับที่นาและสัตว์ที่ใช้ในการทำนา อันได้แก่ โค กระบือ

            ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมากที่สุด โดยแยกราชการฝ่ายทหารกับ
ราชการฝ่ายพลเรือนออกจากกัน ตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขึ้นอีก 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก มีอำนาจกำกับการและบังคับ
บัญชากิจการฝ่ายพลเรือนทั่วไป และ สมุหกลาโหม มีอำนาจกำกับการและบังคับบัญชากิจการฝ่ายทหาร ตำแหน่งอัครมหา
เสนาบดีนี้สูงกว่าเสนาบดี จตุสดมภ์ และได้เปลี่ยนชื่อ จตุสดมภ์ เสียใหม่ดังนี้

           เวียง หรือเมือง         เป็น       นครบาล
          วัง                            เป็น       ธรรมาธิกรณ์
          คลัง                         เป็น        โกษาธิบดี
          นา                           เป็น        เกษตราธิบดี

          สมัยกุรงธนบุรี เมื่อสิ้นสุดสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี 
แต่ในช่วงนี้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามและสภาพทางเศรษฐกิจตกต่ำ ทรงมีภาระหนักในการกอบกู้เอกราชจากศัตรูและเร่ง
สร้างความเป็นปึกแผ่นภายในชาติ โดยการปราบก๊กต่าง ๆ ให้หมดไป และทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประชาชนพ้นจากสภาพความ
อดอยาก
              สมัยกรุงธนบุรีนี้ รูปการปกครองจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยา จะมีก็เฉพาะการปรับปรุงด้านกิจการ
ทหารเท่านั้น เช่น จัดให้มีกำลังรบทางเรืออันเป็นต้นกำเนิดของกองทัพเรือในปัจจุบัน เป็นต้น
             
              สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การจัดรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงแรก คงใช้แบบจตุสดมภ์เช่น
เดียวกับที่เคยใช้มาในสมัยกรุงศรีอยุธยา พอถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สภาพบ้านเมือง
เจริญขึ้นตามลำดับ กิจการบ้านเมืองก็เพิ่มมากขึ้น รูปการปกครองที่ใช้มาแต่ก่อนไม่ค่อยจะเหมาะสมกับกาลสมัย พระองค์จึงได้
ทรงปฏิรูปแบบการปกครองเสียใหม่ในปี พ.ศ.2435 โดยทรงยกเลิกระบบจตุสดมภ์ แล้วจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นมาแทน
ตามแบบอย่างประเทศในยุโรป ทั้งหมด 12 กระทรวง แต่ละกระทรวงมีเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
              ในด้านการปกครองหัวเมืองได้ทรงยกเลิกระบบกินเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และ
หมู่บ้าน มีสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดระดับมณฑล มีข้าหลวงประจำจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน 
ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
             ถึงแม้จะได้มีการปฏิรูปการปกครองของไทยในปี พ.ศ.2435 แล้วก็ตาม ระบอบการปกครองของไทยก็ยังคงเป็นการ
ปกครองที่อำนาจสูงสุดรวมอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์หรือตามที่เรียกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจในการปกครอง
ประเทศยังไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชน
             ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ข้าราชการพลเรือน 
อันมี พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร์” ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล
เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎร์สามารถ
ทำการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ประเทศไทยจึงมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตั้งแต่
บัดนั้นเป็นต้นมา

อ้างอิง http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/so02/so20_6.html

เรื่อง การเมืองการเปรียบเทียบ

วิธีการเปรียบเทียบของการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ
(Comparative Method of Comparative Politics Study)
                การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ ได้รับความสนใจจากนักรัฐศาสตร์ และถูกพัฒนาขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2   ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น นักรัฐศาสตร์สนใจศึกษาโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นทางการของประเทศประชาธิปไตยตะวันตกที่พัฒนาแล้ว เพียง 5 – 6 ประเทศ  ได้แก่ อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ อิตาลี   มีการศึกษาที่เราเรียกได้ว่า รัฐบาลเปรียบเทียบ เช่น นำเอาระบบราชการของสหรัฐอเมริกาเปรียบเทียบกับอังกฤษ เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันกับฝรั่งเศส ฯลฯ  ลักษณะของการศึกษาเป็นแบบพรรณนาโวหาร ไม่เน้นการสร้างทฤษฎีเชิงประจักษ์

                หลังสงครามโลกครั้งที่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับเนื้อหา และเป้าหมายของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น  สภาพการเมืองระหว่างประเทศเป็นการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง 2 ขั้ว  ได้แก่ เสรีนิยมประชาธิปไตย นำโดยสหรัฐอเมริกา และขั้วสังคมนิยมนำโดยรัสเซีย แต่ละขั้วอุดมการณ์ต่างพยายามแสวงหา  ประเทศที่ยอมรับเป็นสมุนอุดมการณ์ของตน   ในทวีปเอเซีย, ลาตินอเมริกาและแอฟริกานั้น  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจตะวันตกซึ่งเคยซึ่งเคยครอบงำประเทศต่าง ๆ ได้ปลดปล่อยประเทศเหล่านี้ให้เป็นประเทศเอกราช  ประเทศเอกราชเหล่านี้พยายามเลียนแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของตะวันตกซึ่งเป็นของประเทศแม่   อย่างไรก็ตามการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จ เกิดการใช้ความรุนแรงทางการเมือง มีการปฏิวัติ รัฐประหาร  รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงต้องการศึกษาว่าเพราะสาเหตุใดประเทศโลกที่ 3   ที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ จึงพัฒนาประชาธิปไตยไม่สำเร็จ  มีการให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามากมาย  และวิชาเกี่ยวกับการเมืองประเทศกำลังพัฒนาก็เกิดขึ้น  หลังจากนั้นก็มีความพยายามที่จะเปรียบเทียบประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาโดยนักรัฐศาสตร์ได้สร้างแนวคิดสำคัญที่ใช้เป็นกรอบในการศึกษา เช่น แนวคิดเกี่ยวกับระบบ แนวคิดโครงสร้าง หน้าที่  แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง แนวคิดเรื่องผู้นำ  แนวคิดเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ และพรรคการเมืองแนวคิดเรื่องการปฏิรูป, การปฏิวัติ   การแทรกแซงทางการเมืองโดยทหาร   แนวคิดเกี่ยวกับระบอบการปกครอง รูปแบบต่าง ๆ เช่น ประชาธิปไตย, สังคมนิยม, อำนาจนิยม

เรื่อง นโยบายสาธารณะ

ความหมายของนโยบายสาธารณะ
ความหมายนโยบายสาธารณะ
           ความหมายของนโยบายสาธารณะนั้น  มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้หลายความหมายด้วยกัน  ดังต่อไปนี้
     โทมัส อาร์ ดาย (Dye, 1984, p. 1 อ้างถึงใน ปียะนุช เงินคล้าย ม.ป.ป., หน้า 4) ได้ให้ ความหมายนโยบายสาธารณะว่า หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ
     เจมส์อีแอนเดอสัน (Anderson, 1975, p. 3 อ้างถึงใน ปียะนุช เงินคล้าย, ม.ป.ป., หน้า 5) กล่าวไว้ว่า นโยบายสาธารณะ หมายถึง กิจกรรมที่รัฐกระทำเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเจตนาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ความยากจน การผูกขาด เป็นด้น
     นอกจากจะมีความหมายเกี่ยวกับนโยบายของนักวิชาการต่างประเทศ ดังกล่าว ข้างต้นแล้ว นักวิชาการไทยก็ได้ให้คำนิยามหรือความหมายของนโยบายสาธารณะไว้ได้ อย่างน่าสนใจหลายท่านด้วยกัน ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
     กวี รักษ์ชน (2541, หน้า 3) กล่าวว่า นโยบายมีความหมาย 2 ลักษณะที่มี ความสัมพันธ์กัน ลักษณะที่หนึ่งมีความหมายถึงกิจกรรม (activities) ส่วนอีกลักษณะ หนึ่งจะมีความหมายในฐานะที่เป็นศาสตร์ (science) ซึ่ง 2 ลักษณะจะมีดวามสัมพันธ์ กัน กล่าวคือ นโยบายสาธารณะในฐานะที่เป็นศาสตร์จะทำการศึกษาจากนโยบายสาธารณะที่เป็นกิจกรรมแล้วนำมาสะสมกันเป็นความรู้หรือเป็นวิชา (subject) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาที่จะได้ทำให้การกำหนดนโยบายในฐานะที่เป็นกิจกรรม บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
     สมบัติ ธำรงธัญวงศ์(ม.ป.ป., หน้า 2) กล่าวว่า นโยบายสาธารณะจะต้องเป็นกิจกรรม ที่กระทำโดยรัฐบาล การตัดสินใจเลือกที่จะกระทำของรัฐบาลตองคำนึงถึงคุณค่าของสังคมเป็นเกณฑ์โดยม่งที่จะตอบสนองความด้องการของประชาชนเป็นหลัก

     ถวัลย์ วรเทพพุฒิพงษ์ (2536, หน้า 2) กล่าวว่า นโยบายสาธารณะเป็นแนวทางปฏิบัติของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างแก้ปัญหาในปัจจุบัน ป้องกันปัญหาในอนาคตก่อให้เกิดผลที่พึงปรารถนา

เรื่อง ระบบศักดินา

ระบบศักดินา (Feudal System)

ระบบศักดินา 
(Feudal System)

สังคมศักดินา หมายถึงระบบสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งกำหนดสิทธิหน้าที่และฐานะของแต่ละบุคคลในสังคม จุดประสงค์ก็เพื่อควบคุมกำลังคนและแบ่งฐานะของบุคคลเป็นสำคัญ ผู้ควบคุมกำลังคนสูงสุด คือ พระมหากษัตริย์ รองลงมาได้แก่ ขุนนาง (ข้าราชการ) และผู้ถูกควบคุมคือ สามัญชนหรือไพร่ ระบบศักดินาได้รับการจัดระเบียบในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีการตราพระราชกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับศักดินาขึ้น ใน พ.ศ .1998 เรียกว่า พระไอยการตำแหน่งนายพลและนายทหารหัวเมือง

สังคมไทยในอดีตมีการจัดระเบียบของคนในสังคมออกเป็น 2 ชนชั้นใหญ่ ๆ 
1.ชนชั้นนายหรือชนชั้นผู้ปกครอง เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยในสังคมที่มีบทบาทและอำนาจมาก แบ่ง
ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
- เจ้านาย เป็นเชื้อพระวงศ์ได้มาจากการสืบทอด(Ascriptive status)หรือได้มาโดยกำเนิด เป็น
ระบบปิด เปลี่ยนไม่ได้ คล้ายระบบวรรณะ(Caste system) ของพราหมณ์ เจ้านายเริ่มตั้งแต่ชั้นเจ้าฟ้าแล้วก็ลดขั้นลงเรื่อยๆจนถึงหม่อมหลวง หลังจากหม่อมหลวงแล้วจะเป็นสามัญชน ทุกGeneration จะลดลงเรื่อยๆ
- ขุนนาง คือบุคคลที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แต่ได้ถวายตัวรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน มียศตำแหน่งเป็น
ตามลำดับชั้นจากล่างขึ้นบนตั้งแต่ขุน หลวง พระ พระยา เจ้าพระยา สามารถปรับเปลี่ยนสถานภาพได้ และได้มาจากการกระทำเป็น Achieved status เป็นระบบเปิดปรับเปลี่ยนได้ ถ้าทำความดีความชอบจะได้เลื่อนยศตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มีศักดินาและอำนาจบารมีมากขึ้น เป็นระบบเปิดจงเปิดโอกาสให้คนเข้ามารับตำแหน่งได้แต่ส่วนใหญ่จะดึงกันมาตามสายของขุนนาง มาอุปถัมภ์ค้ำชูกันมาหรือบางคนอาจมาด้วยความสามารถส่วนตัวซึ่งจะพบได้น้อยมากส่วนใหญ่จะเป็นช่วงสงครามที่มีการออกรบได้แสดงฝีมือให้เห็น
เจ้านายและขุนนาง จึงเป็นผู้มีอภิสิทธิ์ทางสังคม มีอำนาจ มีตำแหน่ง มีเกียรติ ศักดิ์ศรี บารมีและกำลังคน ในส่วนของชนชั้นนายในเมืองไทยจึงเป็นระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด มีผลให้คนไทยพยายามไขว่คว้าหายศตำแหน่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ สมัยก่อนถ้ามีอำนาจ ศักดิ์ศรีแล้วเงินจะตามมา ปัจจุบันต้องมีเงินก่อนแล้วค่อยหา อำนาจ ยศตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้เป็นพันธนาการมาจากอดีตที่ยังคงสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน


2. ชนชั้นไพร่หรือชนชั้นผู้ใต้ปกครอง เป็นชนส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
- ไพร่หลวง คือผู้ที่ไม่มีผู้อุปถัมภ์ ถือว่าสังกัดในพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ถูกเกณฑ์แรงงาน ถือเป็น
หัวใจสำคัญของการควบคุมคนในสังคมสมัยก่อน ถ้าเป็นไพร่หลวงต้องรับใช้หลวง โดยจะต้องถูกเกณฑ์แรงงานมาก 6 เดือนต่อปีที่เรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน จนไม่ค่อยมีเวลาไปทำมาหากินของตนเอง ค่าตอบแทน(Rewarding system)ก็ไม่ได้ต้องเอาข้าวปลาอาหารไปกินเองด้วย ผลกระทบทางเศรษฐกิจคือไม่สามารถสร้างประโยชน์แก่ครอบครัวได้ งานหลวงที่ต้องไปทำหลักๆคือสร้างวัด สร้างวัง สร้างถนน ขุดคลอง เมื่อต้องไปทำงานในป่าจะเสี่ยงต่ออันตรายทั้งไข้ป่า สัตว์ป่า อาจเสียชีวิต ได้รับความทุกข์ยากลำบาก ชีวิตไพร่หลวงจึงเต็มไปด้วยความขมขื่น ทำงานโดยไม่มีแรงจูงใจ ไม่เต็มใจ ไม่อยากทำ แต่ไม่รู้จะหนีหรือต่อสู้กับผู้อำนาจอย่างไรก็เลยใช้รูปแบบการอู้งาน ทำน้อยๆ ทำช้าๆ หลบๆเลี่ยงๆไป และมองว่าการทำงานหนักเป็นสิ่งไม่ดี เป็นทุกข์ ไม่มีความผูกพันกับงาน ทำให้ติดเป็นนิสัยไม่รักการทำงานติดตัวมาในสังคมไทย มองว่างานหนักเป็นเรื่องไม่ดี สู้งานเบางานในสำนักงานไม่ได้ เช่นเวลาทักทายกันการทักทายจากผู้ใหญ่จะถามเหนื่อยไหมลูก หรือการทำงานก็จะใช้คนเปลือง มีคนมากแต่ทำงานไม่เต็มที่โดยเฉพาะงานก่อสรางที่มีคนงานเยอะแต่งานทำได้ช้า
- ไพร่สม คือไพร่ที่ถวายตัวรับใช้เจ้านายหรือขุนนาง จะต้องทำงานรับใช้เจ้านาย โดยได้รับการ
ยกเว้นการเกณฑ์แรงงานจากหลวง นั่นคือผู้อุปถัมภ์ช่วยให้ผู้รับการอุปถัมภ์ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ไพร่สมจึงต้องตอบแทนกันกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ เป็นแกนหลักของการผูกพันทางสังคม เป็นการผูกพันส่วนตัว(Personalism) เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวในเชิงแลกเปลี่ยน(Exchange Relationship) ใกล้ชิด สถานะไม่เท่าเทียมกัน เป็นความสัมพันธ์ในแนวตั้ง(Vertical social affiliation) และไม่ยั่งยืน