วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่อง การเมืองการปกครอง

การเมืองและการปกครองของไทย


   วิวัฒนาการการปกครองของไทยสมัยต่าง ๆ 


            ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน แต่เนื่องจากประวัติศาสตร์การปกครองของไทย ได้เริ่มมีหลักฐานเด่นชัด
ในสมัยกรุงสุโขทัย ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการปกครองของไทยจึงจะเริ่มที่สมัยสุโขทัยนี้
           สมัยกรุงสุโขทัย การจัดรูปการปกครองเป็น "พ่อปกครองลูก" พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ได้แก่
ประชาชน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเสมือนพ่อกับลูก เมื่อประชาชนมีความเดือดร้อนหรือประสบปัญหาใด ๆ สามารถไปร้องทุกข์
ต่อพระเจ้าแผ่นดินโดยตรง
             การปกครองแบบนี้ ถือว่าในแต่ละครัวเรือนมีพ่อเป็นหัวหน้าปกครองทุกคนในครอบครัว หลายครัวเรือนก็จะรวมกันเป็น
หมู่บ้านอยู่ในปกครองของ "พ่อบ้าน" (ปัจจุบันเรียกว่าผู้ใหญ่บ้าน) ประชาชนที่อยู่ในการปกครองเรียกว่า "ลูกบ้าน" หลาย ๆ หมู่บ้าน
รวมกันเป็นเมืองอยู่ในปกครองของ "พ่อเมือง" หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศอยู่ในปกครองพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเรียกว่า "พ่อขุน" 
ส่วนข้าราชการตำแหน่งต่าง ๆ เรียกว่า "ลูกขุน"
             การปกครองหัวเมือง ได้แบ่งหัวเมืองออกเป็น 3 ประเภท คือ หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และเมืองประเทศราช
             หัวเมืองชั้นใน เป็นหัวเมืองสำคัญอันดับหนึ่ง เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน และพระองค์ทรงปกครองหรือบัญชาการ
เองในตำแหน่งจอมทัพ
             หัวเมืองชั้นนอก เป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองลูกหลวงออกไป พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงปกครองหรือบังคับบัญชาโดยตรง 
แต่ได้ทรงแต่งตั้งเจ้านายหรือข้าราชการที่ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครองแทน
             เมืองประเทศราช ได้แก่เมืองที่พระเจ้าแผ่นดินอื่นปกครองตนเอง แต่ต้องจัดการนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายตาม
กำหนด  เวลาเกิดศึกสงครามต้องยกกองทัพมาช่วยทำการสู้รบกับข้าศึก
             สมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยได้รับเอาขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดทั้งการจัดรูปการปกครองมาจากขอม รูปแบบ
การปกครองของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ เทวสิทธิ ซึ่งถือว่าพระเจ้าแผ่นดินมีฐานะเป็นเทพเจ้าที่อวตาร (แบ่งภาค) มาจาก
สวรรค์ และใช้คำนำหน้าพระนามของพระเจ้าแผ่นดินเป็น  "สมเด็จ"  

รูปการปกครองแบ่งออกเป็น 4 แผนก เรียกว่า "จตุสดมภ์" คือ
          1.เวียงหรือเมือง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า "ขุนเวียง" หรือ "ขุนเมือง" มีหน้าที่ในการปกครองท้องที่ รักษา
ความสงบเรียบร้อย ปราบปรามโจรผู้ร้าย บังคับบัญชาศาลซึ่งพิจารณาคดีอุกฉกรรจ์ และจัดการเรื่องเรือนจำ
             2.วัง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า "ขุนวัง" มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการในราชสำนัก รักษากฎมณเฑียรบาล จัดการ
พระราชพิธี และมีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีเกี่ยวกับข้าราชการสนมฝ่ายในและอรรถคดีทั่วไป
            3.คลัง มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า “ขุนคลัง” มีหน้าที่เก็บรักษา รับจ่ายเงินในท้องพระคลัง เก็บภาษีอากร 
ติดต่อกับต่างประเทศทางการค้า และบังคับบัญชาศาลซึ่งชำระความเกี่ยวกับราชทรัพย์
            4. นา มีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกว่า “ขุนนา” มีหน้าที่ดูแลที่หลวง เก็บทวงข้าวค่านาจากราษฎร จัดเตรียมเสบียง
อาหารและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับที่นาและสัตว์ที่ใช้ในการทำนา อันได้แก่ โค กระบือ

            ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมากที่สุด โดยแยกราชการฝ่ายทหารกับ
ราชการฝ่ายพลเรือนออกจากกัน ตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขึ้นอีก 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก มีอำนาจกำกับการและบังคับ
บัญชากิจการฝ่ายพลเรือนทั่วไป และ สมุหกลาโหม มีอำนาจกำกับการและบังคับบัญชากิจการฝ่ายทหาร ตำแหน่งอัครมหา
เสนาบดีนี้สูงกว่าเสนาบดี จตุสดมภ์ และได้เปลี่ยนชื่อ จตุสดมภ์ เสียใหม่ดังนี้

           เวียง หรือเมือง         เป็น       นครบาล
          วัง                            เป็น       ธรรมาธิกรณ์
          คลัง                         เป็น        โกษาธิบดี
          นา                           เป็น        เกษตราธิบดี

          สมัยกุรงธนบุรี เมื่อสิ้นสุดสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี 
แต่ในช่วงนี้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามและสภาพทางเศรษฐกิจตกต่ำ ทรงมีภาระหนักในการกอบกู้เอกราชจากศัตรูและเร่ง
สร้างความเป็นปึกแผ่นภายในชาติ โดยการปราบก๊กต่าง ๆ ให้หมดไป และทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประชาชนพ้นจากสภาพความ
อดอยาก
              สมัยกรุงธนบุรีนี้ รูปการปกครองจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยา จะมีก็เฉพาะการปรับปรุงด้านกิจการ
ทหารเท่านั้น เช่น จัดให้มีกำลังรบทางเรืออันเป็นต้นกำเนิดของกองทัพเรือในปัจจุบัน เป็นต้น
             
              สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การจัดรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงแรก คงใช้แบบจตุสดมภ์เช่น
เดียวกับที่เคยใช้มาในสมัยกรุงศรีอยุธยา พอถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สภาพบ้านเมือง
เจริญขึ้นตามลำดับ กิจการบ้านเมืองก็เพิ่มมากขึ้น รูปการปกครองที่ใช้มาแต่ก่อนไม่ค่อยจะเหมาะสมกับกาลสมัย พระองค์จึงได้
ทรงปฏิรูปแบบการปกครองเสียใหม่ในปี พ.ศ.2435 โดยทรงยกเลิกระบบจตุสดมภ์ แล้วจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นมาแทน
ตามแบบอย่างประเทศในยุโรป ทั้งหมด 12 กระทรวง แต่ละกระทรวงมีเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
              ในด้านการปกครองหัวเมืองได้ทรงยกเลิกระบบกินเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และ
หมู่บ้าน มีสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดระดับมณฑล มีข้าหลวงประจำจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน 
ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
             ถึงแม้จะได้มีการปฏิรูปการปกครองของไทยในปี พ.ศ.2435 แล้วก็ตาม ระบอบการปกครองของไทยก็ยังคงเป็นการ
ปกครองที่อำนาจสูงสุดรวมอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์หรือตามที่เรียกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจในการปกครอง
ประเทศยังไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชน
             ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ข้าราชการพลเรือน 
อันมี พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร์” ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล
เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎร์สามารถ
ทำการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ประเทศไทยจึงมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตั้งแต่
บัดนั้นเป็นต้นมา

อ้างอิง http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/so02/so20_6.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น